Low carbon society สังคมคาร์บอนต่ำ


การบริโภคอาหาร การซื้อของเข้าบ้าน ก่อให้เกิดขยะและสิ่งปฏิกูล บางอย่างก็นำไปรีไซเคิลได้ บางอย่างก็ย่อยสลายไม่ได้ แถมยังเพิ่มปริมาณขยะจนล้นโลก อย่าง พวกเครื่องใช้ไฟฟ้าหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ การจัดการขยะจึงเป็นสิ่งจำเป็นและท้าทายในสังคมและในทุก ๆ ประเทศ


พัฒนาไทยให้เป็นดินแดนคาร์บอนต่ำ

ยิ่งทำอุตสาหกรรมมากขึ้น การปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็ยิ่งมีมากขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้โลกร้อนขึ้น โดยพบว่า ภาคอุตสาหกรรมปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ CO2 มากถึง 119 MtCO2eq คิดเป็นร้อยละ 38 จากการปล่อยทั้งหมดของไทย (เมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ ปล่อยก๊าซนี้มากถึงเกือบ 45.8 MtCO2eq ต่อปี)


มาตรการสร้าง “สังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Society)” หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า “LCS” เพื่อมุ่งให้ไทยเป็นสังคมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน


ภาคอุตสาหกรรม คาร์บอนต่ำได้

ผลจากการศึกษา Asia-Pacific Integrated Model (AIM)/Enduse ซึ่งเป็นแบบจำลองการเลือกใช้เทคโนโลยี เพื่อ “ลดปริมาณการใช้พลังงาน” แต่ “เพิ่มประสิทธิภาพ” และลดการปล่อย CO2 ไปพร้อม ๆ กับการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น


โดยการใช้ Marginal Abatement Cost (MAC) หรือ เส้นโค้ง “ต้นทุนการลดการปล่อย CO2” ซึ่งเท่ากับต้นทุนด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง เมื่อปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีการผลิต โดยต้องเลือกจากต้นทุนที่ “ต่ำที่สุด” โดยมีปัจจัยคือความพึงพอใจ พลังงานที่มีใช้ และการสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์การผลิต


ความตั้งใจที่จะลด ช่วยกำหนดความสำเร็จ จากภาพจำลอง Business As Usual (BAU) พบว่า LCS scenarios จากความตั้งใจที่จะลดการปล่อย CO2 โดยกำหนดเป้าหมายตั้งแต่ LCS ต่ำไปจนถึงสูง ด้วยการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี เช่น เชื้อเพลิงชีวภาพรุ่นที่ 2 การดักจับและจัดเก็บคาร์บอน(Carbon Capture and Storage; CCS) จะสามารถช่วยลดการสะสม CO2 ลงได้ประมาณร้อยละ 35 ในปี 2050 พร้อมทั้งช่วยบรรเทาผลกระทบจากมลพิษทางอากาศในท้องถิ่นได้อีกด้วย


กรุงเทพฯ มหานครคาร์บอนต่ำ

แนวคิด LCS ในเขตเมืองกรุงเทพฯ เป็นแนวทางการพัฒนาสังคมให้มีคุณภาพชีวิตสูงขึ้น โดยเป้าหมายหลักยังคงมุ่งที่ลดการใช้พลังงานและลดการปล่อย CO2 ด้วย


ผลที่ได้จาก Multi-Criteria Decision Analysis (MCDA) ชี้ว่า การปล่อย CO2 ในเมืองจะเพิ่มขึ้นจาก 43 MtCO2eq ในปี 2015 ไปเป็น 149 MtCO2eq ในปี ค.ศ. 2050 เพราะคนต้องการใช้พลังงานมากขึ้นขณะที่ Bilan Carbone model ระบุว่า กรุงเทพฯ จะเป็นมหานครคาร์บอนต่ำได้ ด้วยการพัฒนาภายใต้ “2050 LCS” โดยการใช้พลังงานสะอาดและลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล


9 นโยบาย ขับเคลื่อนเมืองฟ้าอมรสู่คาร์บอนต่ำ

แนวทางเพื่อให้กรุงเทพฯ บรรลุ 2050 LCS ดังกล่าว การศึกษาระบุว่า เกือบร้อยละ 60 ของการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน จะประสบความสำเร็จภายในปี ค.ศ. 2050 คือ


1. ปรับปรุงการใช้พลังงานจากเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพในภาคที่อยู่อาศัย

2. ปรับปรุงพฤติกรรมการใช้พลังงาน และอัพเกรดเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพภายในอาคาร

3. รหัสอาคาร (Building codes) ระบุการปรับปรุงฉนวนกันความร้อนและมาตรการอนุรักษ์พลังงาน/ลด CO2 ของอาคารพาณิชย์หรือที่อยู่อาศัยในเขตเทศบาล/เขตเมือง

4. ปรับปรุงการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในภาคอุตสาหกรรม

5. อุตสาหกรรมใช้พลังงานทดแทนน้ำมันเชื้อเพลิงฟอสซิล

6. ปรับปรุงการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงในภาคขนส่ง พร้อมส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ

7. ปรับปรุงประสิทธิภาพยานพาหนะ ทดแทนน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยไฮบริดและก๊าซธรรมชาติ

8. ส่งเสริมการขนส่งทางรางและทางน้ำ (Modal Shift) เพื่อประหยัดพลังงานและช่วยลดมลพิษ

9. การผลิตไฟฟ้าก็ต้องปรับปรุงประสิทธิภาพและใช้พลังทดแทนการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงด้วย


ทั้งหมดนี้ จะช่วยให้ไทยกำหนดนโยบายการบริหารจัดการด้านพลังงาน และดำเนินกลยุทธ์การบรรเทาผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาจึงจะถูกทางและยั่งยืน

ดู 0 ครั้ง
  • Facebook
Follow Us:

บริษัท คอร์ แอนด์ พีค จำกัด

27 ซอยเจริญนคร 14 ถนนเจริญนคร แขวงคลองต้นไทร เขตคลองสาน กรุงเทพฯ 10600
Tel: (02) 861 0674, (02) 439 4600

Fax: (02) 861 0675
Contact person: Ampawan Krungphanich
Email: ampawan@corepeak.com

Copyright © 2015 Core and Peak Co., Ltd.